 |
 |
 |
 |
|
 |
|
|
|
|
|
|
 |
 |
 |
| |
|
|
 |
| United Stae of America (USA) |
| |
| ข้อมูลทั่วไปของประเทศอเมริกา |
Top |
สถานฑูตอเมริกาประจำประเทศไทย ตั้งอยู่ที่
 120-122 ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ 10330
 โทรศัพท์ : 0-2205-4000
 โทรสาร : 0-2205-4131
สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ใหญ่โตมาก ทั้งประเทศประกอบด้วย 52 รัฐ ซึ่งแต่ละรัฐมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก รัฐที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดคือรัฐแคลิฟอร์เนีย รองลงมาคือ รัฐนิวยอร์ค ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากรประมาณ 280 ล้านคน ระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกา เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุขสูงสุดไม่มีนายกรัฐมนตรี
ค่าเงินของประเทศสหราชอาณาจักร โดยประมาณ 1 USD = 40 บาท |
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ เทียบเท่ากับ 18 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย ส่วนกว้างของประเทศ จากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางด้านตะวันตก ไปจนจรดมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออก มีความกว้างถึง 4,500 กิโลเมตร ทิศเหนือมีอาณาเขตติดกับประเทศแคนาดา ทิศใต้ติดกับประเทศเม็กซิโกและอ่าวเม็กซิโก
สหรัฐอเมริกาประกอบด้วยรัฐต่างๆ 50 รัฐ กับ 1 เขตการปกครองคือ วอชิงตัน ดีซี (Washington DC) รัฐเหล่านี้มีอาณาเขตติดต่อกันถึง 48 รัฐ มียกเว้น 2 รัฐคือ รัฐฮาวาย ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และรัฐอลาสก้า ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของ ประเทศแคนาดา เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศกว้างขวางมาก จึงทำให้ภูมิอากาศแตกต่างกันด้วย ดังนั้นรัฐต่างๆ เหล่านี้จึงถูก แบ่งเป็น 7 เขตดังนี้
| Northwest State |
Washington, Oragon, Idaho |
| Southwest State |
California, Nevada, Utah, Arizona |
| North Central State |
Montana, Wyoming, Colorado, North Dakota, South Dakota, Nebraska, Kansas, Minnesota, Iowa, Missouri |
| South Central State |
New Mexico, Oklahoma, Arkansas, Texas, Louisiana |
| Midwest State |
Wisconsin, Illinois, Michigan, Indiana, Ohio, Kentucky |
| Northeast State |
New Hampshire, Vermont, New York, Pennsylvania, West Virginia, Virginia, Maine, Massachusetts, Rhode Island, Connecticut, New Jersy, Delaware, Maryland, District of Columbia |
| Southeast State |
Tennessee, North Carolina, South Carolina, Mississippi, Alabama, Georgia, Flori |
|
ลักษณะอากาศของแต่ละเขตต่างกันไป เช่น ในฤดูร้อน อากาศด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณทะเลทรายอุณหภูมิเกือบเท่าแถบเส้นศูนย์สูตร ส่วนฤดูหนาวในเขตทางตอนเหนือ ก็จะหนาวจัดจนหิมะตกหลายเดือน แถบที่อากาศอบอุ่นสบาย ไม่มีหิมะตก คือที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และอริโซน่า ส่วนในช่วงฤดใบไม้ร่วง ใบไม้จะเปลี่ยนสีสันสวยงามมาก
ฤดูกาลมีทั้งหมด 4 ฤดู คือ
-ฤดูร้อน (Summer) มิถุนายน - สิงหาคม
-ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) กันยายน - พฤศจิกายน
-ฤดูหนาว (Winter) ธันวาคม - กุมภาพันธ์
-ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) มีนาคม - พฤษภาคม |
ด้วยประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างมาก จึงมีการแบ่งความแตกต่างของเวลา ตามเส้นแบ่งของโลก เป็น 4 เขตเวลา (Time Zone) คือ
Eastern Time Zone (EST) : จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 12 ชั่วโมง
Central Time Zone (CST) : จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 13 ชั่วโมง
Mountain Time Zone (MST) : จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 14 ชั่วโมง
Pacific Time Zone (PST) : จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 15 ชั่วโมง
ในแต่ละ Time Zone จะมีเวลาแตกต่างกัน 1 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น เวลาใน Eastern โซน เป็นเวลาบ่าย 4 โมงเย็น เวลาในเขต Central โซนจะเป็นบ่าย 3 โมงเย็น ในเขต Mountain โซนเป็นเวลาบ่าย 2 โมง และเวลาในเขต Pacific โซนจะเป็นเวลาบ่ายโมงตรง
ในฤดูใบไม้ร่วงจะมีการหมุนเข็มนาฬิกาให้เวลาเดิน หน้าเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงโดยจะหมุนในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ตุลาคม และในฤดูใบไม้ผลิ จะหมุนเข็มนาฬิกาให้เวลาถอยหลัง 1 ชั่วโมง โดยจะหมุนในวันอาทิตย์แรกของ เดือนเมษายน |
เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะมีฐานะใกล้เคียงกัน มีเป็นจำนวนน้อยที่จะร่ำรวยมหาศาล หรือยากจน สหรัฐเป็นประเทศที่มีความเจริญ และเป็นผู้นำในธุรกิจหลายประเภท และทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เช่นอุตสาหกรรม รถยนต์ เครื่องบิน คอมพิวเตอร์ รวมถึงการท่องเที่ยวและบันเทิง
การใช้บริการเกี่ยวกับโทรศัพท์ในประเทศอเมริกา เป็นเรื่องที่สะดวกสบายมาก โทรศัพท์สาธารณะมีอยู่ทั่วไป ทั้งแบบหยอดเหรียญและใช้บัตร รวมถึงบัตรเครดิต สำหรับนักศึกษาที่ไปศึกษาต่อและต้องพำนักอาศัยอยู่ในประเทศเป็นเวลานาน อาจพิจารณาขอติดตั้งโทรศัพท์เป็นของตนเองภายในที่พัก ซึ่งสามารถกระทำได้โดยง่าย เนื่องจากเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลจัดให้มีเพียงพอสำหรับประชาชน และด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทางด้าน internet ในปัจจุบัน บริการโทรศัพท์ทางไกลผ่าน internet ก็เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของการใช้ Prepaid Phone Card ซึ่งจะมีอัตราค่าบริการที่ค่อนข้างถูก หรือการต่อ internet กับคอมพิวเตอร์ และใช้หูฟังซึ่งเพียงต่อ internet และมีโปรแกรมที่ใช้สำหรับการโทรศัพท์ก็สามารถใช้ได้แล้ว
หน่วยเงินตราของประเทศสหรัฐอเมริกาคือ ดอลล่าร์ (US$) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 100 เซ็นต์ ธนบัตรของประเทศอเมริกาทุกมูลค่า จะมีสีเขียวเหมือนกันหมดและมีขนาดเท่ากันหมด หน่วยเงินที่ใช้โดยทั่วไปคือ $ 1, $ 5, $ 10, $ 20, $ 50 และ $ 100 สำหรับเงินเหรียญ จะมีขนาดและลักษณะที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่เหรียญ 1 เซ็นต์ (penny), เหรียญ 5 เซ็นต์ (nickel), เหรียญ 10 เซ็นต์ (dime), และเหรียญ 25 เซ็นต์ (quarter)
ระบบไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาเป็นระบบ 115 V, 600 Cycles ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ไม่แนะนำให้นักศึกษานำเครื่องไฟฟ้าจากประเทศไทยติดตัวไป
นักศึกษาสามารถนำเงินสดสกุลดอลลาร์สหรัฐเข้าประเทศได้ในวงเงินสูงสุด US$ 10,000 ถ้ามากกว่านั้นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ |
| ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา |
Top |
การศึกษาในสหรัฐอเมริกาแต่ละรัฐ จะควบคุมคุณภาพ การเรียนการสอน และวางแผนการศึกษาของตนเอง โดยไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลาง ทุกรัฐจะมีหน่วยงานการศึกษา คล้ายกระทรวงศึกษาธิการ คอยกำหนดมาตรฐานต่างๆ แนะนำเงินงบประมาณอุดหนุนให้โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย จากเงินภาษีที่เก็บได้จากประชาชนในแต่ละรัฐ การศึกษาภาคบังคับ
นักเรียนอเมริกันทุกคนจะเรียนฟรี ไม่ว่าจะอยู่ที่รัฐใด จนจบชั้นมัธยมศึกษา หรือ Grade 12 สำหรับนักเรียนจากประเทศไทย ที่ต้องการเรียนในระดับประถม และมัธยมศึกษาที่อเมริกา จะสมัครเข้าเรียนได้ในโรงเรียนเอกชนเท่านั้น เพราะสหรัฐอเมริกาจะไม่ออกวีซ่าให้นักเรียนไทยที่ได้ I-20 จากโรงเรียน ระดับประถม และมัธยมศึกษาจากโรงเรียนของรัฐ การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีข้อแตกต่าง กล่าวคือ ถ้านักเรียนที่มีถิ่นฐานในรัฐหนึ่ง จะข้ามมาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่ง จะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้น ที่เรียกว่า Out of States Tuition และถ้านักศึกษามาจากประเทศอื่น จะต้องเสียค่าเล่าเรียนมากกว่าขึ้นไปอีก
| |
 |
โรงเรียนอนุบาล (Kindergarten)
ชีวิตการเรียนของเด็กอเมริกันเริ่มต้นด้วยโรงเรียนเตรียมอนุบาล หรือโรงเรียนอนุบาล ตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ |
| |
 |
โรงเรียนประถมศึกษา (Elementary Schools)
เด็กอเมริกันจะเข้าเริ่มเรียนอย่างจริงจังเมื่ออายุ 6 ขวบ บริบูรณ์ คือเข้าเรียนในชั้น Grade 1 ซึ่งบ้านเราก็นับว่าเป็น ประถมศึกษาปีที่ 1 ระบบการศึกษาของประเทศอเมริกา จะจัดแบ่งออกเป็น Grade 1 ถึง Grade 12 ซึ่งโดยหลักการแล้ว จะจัดแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 คือ Grade 1 ถึง Grade 6 หรือระดับประถมศึกษา |
| |
 |
โรงเรียนมัธยมศึกษา (Junior High Schools / High Schools)
ช่วงที่ 2 คือ Grade 7 และ Grade 8 หรือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Junior High School) และช่วงที่ 3 คือ Grade 9 ถึง Grade 12 เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior High School) โดยทั่วไปสำหรับเด็กที่เข้าเริ่มเรียนตามปกติ และเรียนต่อเนื่องไปโดยไม่ขาดตอน จะสำเร็จการศึกษา Grade 12 เมื่อ อายุประมาณ 18 ปี ซึ่งนับว่าสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นักศึกษาต่างชาติที่เข้าไปเรียนต่อ ในระดับมัธยมศึกษา ประถมศึกษา ในประเทศอเมริกามีจำนวนไม่มากนัก และส่วนใหญ่จะเข้าเรียนกับโรงเรียนประจำของเอกชน หรือ Boarding School แม้ว่าในปัจจุบันโรงเรียนของรัฐบาลจะมีนโยบาย เปิดรับนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น แต่นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่ ก็ยังคงสมัครเข้าเรียนกับโรงเรียนประจำ เนื่องจากโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดหาหอพักให้ได้ โดยทั่วไปนักเรียนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเรียนต่อในระดับนี้ มักสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว และไปเข้าเรียนต่อ Grade 10 ใน ประเทศอเมริกา |
| |
 |
ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)
สถาบันระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกามีมากมายกว่า 3,000 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน โดยสถาบันในระดับอุดมศึกษา จะแยกออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
| |
1. |
วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือวิทยาลัยชุมชน (Junior Colleges และ Community Colleges) นักศึกษาที่เรียนใน วิทยาลัย Junior และ Community Colleges สามารถ เลือกเรียนได้ใน 2 หลักสูตร คือ
| |
1.1 |
Transfer Track เป็นหลักสูตรที่เป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปี แรกของการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยนักศึกษาจะลงเรียนรายวิชาบังคับ (General Education Requirements) เป็นเวลา 2 ปี จากนั้น นักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิต (Transfer) ไปมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อศึกษาต่อในระดับปี 3 โดยที่เกรดเฉลี่ยที่นักศึกษาทำได้ในระหว่าง 2 ปีนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า นักศึกษาจะได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัย ที่อยู่ในอันดับยากง่ายเพียงใด |
| |
1.2 |
Terminal/Vocational Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาสายวิชาชีพ หลังจาก 2 ปีแล้ว นักศึกษาจะได้รับวุฒิอนุปริญญา (Associate Degree) ทางสาขาวิชาที่เลือก อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ เลขานุการ เขียนแบบ เป็นต้น |
|
| |
2. |
วิทยาลัย (Colleges) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษา หลักสูตร 4 ปี เปิดสอนในสาขาวิชาต่างๆ วิทยาลัยหลายแห่ง เปิดสอนถึงระดับปริญญาโท วุฒิบัตรระดับปริญญาตรีและโทจาก College ทั้งของรัฐและเอกชนในสหรัฐฯ มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่า University ทุกประการ |
| |
3. |
มหาวิทยาลัย (University) เป็นสถาบันระดับอุดม ศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอกในสาขาต่างๆ |
| |
4. |
สถาบันเทคโนโลยี (Institute of Technology) เป็นสถาบันที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี และอาจเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอก สถาบันเทคโนโลยีส่วนใหญ่ จะมุ่งเน้นที่การสอนในสาขาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี |
|
| |
 |
มัธยมศึกษา
นักเรียนจากประเทศไทยสามารถศึกษาต่อในระดับมัธยม ในโรงเรียนของเอกชนเท่านั้น ไม่สามารถเข้าเรียนในสถาบันของรัฐบาลได้ เงื่อนไขอื่นๆ เช่นเกรดเฉลี่ยและคะแนน TOEFL แตกต่างออกไปตามสถาบัน |
| |
 |
วิทยาลัย
วิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL 450-500 ขึ้นไป |
| |
 |
มหาวิทยาลัย
| |
- |
สำหรับปริญญาตรี สถาบันส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.5 ขึ้นไป และ TOEFL 500 ขึ้นไป |
| |
- |
ปริญญาโท และเอก เกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL ไม่ต่ำกว่า 500 นักศึกษาที่จะสมัครในโปรแกรม MBA ส่วนใหญ่จะต้องใช้คะแนน GMAT ซึ่งจะนำมาคำนวณกับเกรดเฉลี่ยปริญญาตรี ส่วนนักศึกษาที่สมัครปริญญาโทและเอกในสาขาอื่นๆ ส่วนใหญ่จะต้องสอบ GRE (Graduate Record Examination) |
|
ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Academic Year) จะเริ่ม ประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งมีกำหนดภาคเรียนแตกต่างกันออกไปดังนี้
| |
 |
ระบบ Semester
เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด ในระยะเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 2 Semesters และ 1-2 Summer Sessions แต่ละ Semester ยาวประมาณ 16 สัปดาห์ ดังนี้
| |
- |
Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม - กลางธันวาคม |
| |
- |
Spring Semester เปิดประมาณต้นมกราคม - เมษายน (บางครั้ง Summer Session จะแบ่งครึ่งเป็น 2 ช่วงสั้น ๆ) |
| |
- |
Summer Session เปิดประมาณกลางพฤษภาคม - สิงหาคม |
|
| |
 |
ระบบ Quarter
ในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ใช้เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ ดังนี้
| |
- |
Fall Quarter เปิดประมาณกลางกันยายน - ธันวาคม |
| |
- |
Winter Quarter เปิดประมาณมกราคม - กลางมีนาคม |
| |
- |
Spring Quarter เปิดประมาณต้นเมษายน - กลางมิถุนายน |
| |
- |
Summer Quarter เปิดประมาณกลางมิถุนายน- สิงหาคม |
|
| |
 |
ระบบ Trimester
ใน 1 ปี แบ่งภาคการศึกษาดังนี้
| |
- |
First Trimester เปิดประมาณกันยายน - ธันวาคม |
| |
- |
ีSecond Trimester เปิดประมาณมกราคม - เมษายน |
| |
- |
Third Trimester เปิดประมาณพฤษภาคม - สิงหาคม |
|
| |
 |
ระบบ 4-1-4
เป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสถานศึกษาราว 8% ในสหรัฐอเมริกาแบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่ คั่นด้วยภาคเรียนสั้นๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเอง หรือออก Field Trip แบ่งภาคเรียน ดังนี้
| |
- |
Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม - ธันวาคม |
| |
- |
Interim เปิดประมาณเดือนมกราคม (1 เดือน) |
| |
- |
Spring Semester เปิดประมาณเดือนกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม |
|
สถานศึกษาส่วนใหญ่มักจัดที่พักในสถานศึกษา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักศึกษา ที่พักในสถานศึกษานี้มักมีจำนวนจำกัด จึงควรเริ่มติดต่อ และสำรองห้องพักแต่เนิ่นๆ โดยการเขียนจดหมายขอรายละเอียด ไปยัง Housing Office ของสถานศึกษานี้ มีหลายประเภทคือ
| |
 |
Dormitory หรือ Residence Hall คือ หอพักสำหรับ นักศึกษาที่เป็นโสดหรือไม่ได้นำครอบครัว ไปด้วย อาจแบ่งเป็น หอพักหญิง หอพักชาย หรือหอพักรวม (โดยที่แยกนักศึกษาชาย-หญิง ออกเป็นคนละห้องหรือคนละชั้น) มีทั้งที่เป็นห้องเดี่ยว ห้องคู่ หรือห้องรวม 4 คน มีห้องน้ำในห้อง หรือห้องน้ำรวม |
| |
 |
Married Housing เป็นหอพักสำหรับนักศึกษาที่แต่งงานแล้ว และนำครอบครัวไปด้วย บางแห่งจัดไว้เป็นหมู่บ้านมีทั้งที่เป็น Studio ห้องนอนเดี่ยวหรือคู่ อาจมีเฟอร์นิเจอร์หรือไม่ก็ได้ |
| |
 |
Apartment สถานศึกษาบางแห่ง จัดที่พักประเภทนี้ไว้ให้นักศึกษาอยู่ เหมือน Apartment ของเอกชน มักเก็บค่าเช่าแพงกว่าสองแบบที่กล่าวมาข้างต้น การอยู่ Apartment นี้ นักศึกษาจะมีอิสระมากกว่า เช่น มีอิสระในการเข้าออก หรือสามารถทำอาหารรับประทานเองได้ |
มักเป็นที่พักของเอกชน หรือบ้านเช่าต่างๆ นอกสถานศึกษา สถานที่พักเหล่านี้รับบุคคลทั่วไปเข้าพักได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นนักศึกษาหรือไม่ การติดต่อหาที่พัก นักศึกษาต้องเป็นผู้หาข้อมูลเองว่ามีที่ใดว่าง สามารถเข้าพักได้เมื่อใด นักศึกษาอาจปรึกษาเจ้าหน้าที่ Housing Office หรือที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติ (Foreign Student Advisor) ของสถานศึกษา ว่าแห่งใดเหมาะแก่การพักอาศัย ทั้งนี้เพราะค่าเช่าที่พักเหล่านี้ ตลอดจนที่ตั้ง และสภาพที่พักอาจแตกต่างกันไป ผู้เข้าพักควรได้แวะไปดูสถานที่ก่อนเซ็นสัญญาเข้าพัก อีกทั้งควรได้ศึกษาและอ่านสัญญาเช่าบ้านพักให้ละเอียดรอบคอบ
| |
Apartment
หลายราคา หลายระดับ ตั้งแต่ชนิดที่หรูหราจนถึงชนิดที่เก่าแก่ซอมซ่อ ราคาค่าเช่าพักนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพและที่ตั้งของ Apartment นั้นเอง โดยทั่วไป Apartment 1 ห้องชุด จะประกอบด้วยห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำครบบริบูรณ์ นักศึกษา 2-3 คนมักจะรวมกันเช่า เพราะนอกจากมีอิสระมากกว่าอยู่หอพักในสถานศึกษา ยังสามารถทำอาหารรับประทานได้ด้วย ข้อเสียคือ ค่าเช่ามักแพง ทำให้นักศึกษาต้องอยู่รวมกัน หากเป็นนักศึกษาไทยทั้งหมด โอกาสที่จะได้ฝึกภาษาก็น้อยลง นอกจากนี้ Apartment บางแห่ง อยู่ไกลจากที่เรียน ทำให้เสียเวลาในการเดินทาง บางคนก็เสียเวลากับการปรุงอาหาร เพราะที่พักประเภทนี้มักไม่มีโรงอาหาร หรือ Cafeteria |
| |
Rooming House
คือห้องเช่า ส่วนมากมีลักษณะเป็นบ้าน มีหลายห้อง เจ้าของบ้านจะเป็นผู้กำหนดระเบียบการเช่า การใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น การเปิด-ปิดเครื่องทำความร้อน (Heater) การใช้ครัวทำอาหาร การนำเพื่อนมาพักในโอกาสพิเศษ การใช้ตู้เย็น ห้องน้ำ ฯลฯ |
| |
Family
ปัจจุบันการหาครอบครัวอเมริกันเข้าพักด้วยค่อนข้างยาก หากมีก็มักจะอยู่ในลักษณะเหมือน Rooming House นั่นคือ เสียเงินค่าเช่าตามที่ตกลงกัน
สำหรับนักศึกษาที่เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาโดยไม่ได้จองที่พักใดๆ ไว้เลย หรือหอพักที่จองไว้ยังไม่เปิด อาจพักอยู่ชั่วคราวกับโรงแรม หรือที่พักชั่วคราวที่สถานศึกษาจัดไว้ให้ หรือกับสถานที่ซึ่งที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติ (Foreign Student Advisor) แนะนำ |
|
|
| |
| ดูสถาบันการศึกษาในประเทศอเมริกา |
 |
|
| |
| |
| |
|
| |
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - |
|
 |
|
|
 |
 |
 |
|
|
|
|
 |